เกิดภัยพิบัติ

แม้ว่าภัยพิบัติจะสร้างความเสียหายในวงกว้าง แต่ในขั้นตอนของการฟื้นฟู (Post-disaster Recovery) ก็จะเกิดความต้องการและการลงทุนมหาศาล ซึ่งส่งผลให้บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเชิงบวกและเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลานั้นครับ

ง่ายๆก็คือว่า หลังจากภัยพิบัติแล้วจำเป็นต้องซ่อมแซมสิ่งที่มันพัง แล้วธุรกิจที่รับซ่อมแซมนี่แหละที่จะได้รับผลดีหลังการเกิดภัยพิบัติครับ

อุตสาหกรรมไหนที่ได้รับผลดีหลังเกิดภัยพิบัติ

ภัยพิบัติ

1.ธุรกิจวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง (Construction and Materials)

นี่คืออุตสาหกรรมแรกที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เนื่องจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย

  • ความต้องการวัสดุ: ความต้องการวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมจะพุ่งสูงขึ้นทันที เช่น เหล็ก, คอนกรีต, อิฐ, หลังคา, ไม้แปรรูป, ปูนซีเมนต์ และวัสดุที่ใช้ในการซ่อมแซมภายใน
  • การรับเหมาและวิศวกรรม: บริษัทรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรจะมีความต้องการสูงในการซ่อมแซมและสร้างอาคารใหม่ ทั้งบ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ รวมถึงการสร้างตามมาตรฐานใหม่ที่ต้านทานภัยพิบัติได้ดีขึ้น
  • อุปกรณ์พิเศษ: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต้านแผ่นดินไหว หรือวัสดุกันสั่นสะเทือนจะได้รับความสนใจและการลงทุนมากขึ้น

2.อุตสาหกรรมประกันภัย (Insurance Industry)

แม้บริษัทประกันจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวนมาก แต่ในภาพรวมอุตสาหกรรมจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นในหลายมิติ:

  • เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้น: หลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ผู้คนและธุรกิจจะตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ความต้องการซื้อกรมธรรม์เพิ่มขึ้น และบริษัทประกันจะปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยความเสียหายจากภัยธรรมชาติ (Catastrophe Risk Premium)
  • ตราสารหนี้ภัยพิบัติ (CAT Bond): เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ซึ่งดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยมีภัยพิบัติเป็นตัวกระตุ้น (แม้จะมีโครงสร้างความเสี่ยงที่ซับซ้อน)

3.ธุรกิจทำความสะอาดและฟื้นฟู (Cleaning and Restoration Services)

เป็นความต้องการเร่งด่วนที่เกิดขึ้นทันทีหลังภัยพิบัติ โดยเฉพาะภัยพิบัติน้ำท่วม:

  • บริการทำความสะอาดเฉพาะทาง: ธุรกิจที่รับทำความสะอาดและเก็บกวาดบ้านเรือนขนาดใหญ่ การฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรค การกำจัดเชื้อรา และการจัดการซากสิ่งของเสียหาย
  • ซ่อมแซมเครื่องใช้และรถยนต์: ธุรกิจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล และยานพาหนะที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว

4.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความปลอดภัย

ความตระหนักด้านความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะกระตุ้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อการป้องกัน:

  • เทคโนโลยีการเตือนภัย: ธุรกิจที่พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System), เซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน, และระบบการสื่อสารฉุกเฉิน
  • ระบบสำรองข้อมูลและ Cloud Service: ธุรกิจบริการคลาวด์ (Cloud Computing) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ จะลงทุนในการสำรองข้อมูลนอกพื้นที่มากขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายทางกายภาพ
  • นวัตกรรมการป้องกัน: บริษัทที่ผลิตนวัตกรรมเพื่อการป้องกันภัย เช่น ระบบควบคุมน้ำท่วมแบบพกพา (Water Gate แทนกระสอบทราย) หรือวัสดุป้องกันน้ำท่วม

5.อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น

ภัยพิบัติกระตุ้นให้เกิดการพิจารณาถึงความยั่งยืนและความมั่นคงทางพลังงาน:

  • พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy): เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเดิมเสียหาย รัฐบาลและภาคเอกชนมักจะอัดฉีดเงินลงทุนในการสร้างระบบพลังงานที่กระจายตัวและยืดหยุ่นกว่าเดิม เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และสมาร์ทกริด
  • การฟื้นฟูที่ “ดีกว่าเดิม” (Build Back Better): แนวคิดนี้ผลักดันให้เกิดการลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้มีความทนทานต่อภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีและวัสดุขั้นสูง

ถ้าวันไหนหวยออกน้ำท่วม ดินถล่มก็เตรียมรวยได้เลย เพราะมีหุ้น หรือ การลงทุนที่สามารถทำเงินได้หลังจากการเกิดภัยพิบัติแบบไม่ต้องลุ้นเป็นหวยไวว่าจะถูกหวยไหมครับ

#

Comments are closed